กรุณาเลือก อุปกรณ์เคลื่อนที่ | แสดงผลรูแบบคอมพิวเตอร์
ดู: 1157|ตอบ: 2

ทำไมเกมเถ้าน้อยถึงถูกลืม

[คัดลอกลิงก์]
 
 มีนามว่าOwen6936 
 สมาชิกคนที่5614 
 เพศ 
 ระดับการอ่าน30 
กระทู้ 
 ค่าประสบการณ์ 
 ทอง 
 ชื่อเสียง 
 ออนไลน์ 

คุณยังไม่ได้ใช้เหรียญ
กรุณาคลิกที่นี่เพื่อใช้เหรียญ

     
โพสต์เมื่อ 2021-6-16 14:31:52 | แสดงโพสต์ทั้งหมด |โหมดอ่าน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Owen6936 เมื่อ 2021-6-16 14:40



ภาพลักษณ์ของเกมในสายตาชาวไทยนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมักถูกตีตราและถูกมองในฐานะภัยร้ายของสังคม
ซึ่งกล่าวได้ว่า เรื่องราวที่ไม่ดีต่างๆในสังคมที่กลุ่มเด็กกับวัยรุ่นได้ก่อขึ้นมา ตั้งแต่เป็นเรื่องลักเล็กขโมยน้อย
เรื่องต่อยตีกัน จนไปถึงฆาตกรรม เป็นต้น
ทุกเรื่องล้วนมีสาเหตุเกิดมาจากกลุ่มเด็กติดเกมทั้งสิ้น



แต่ทว่าท่ามกลางกระแสที่เป็นด้านลบได้มีค่ายเกมไทยเล็กๆ นามว่า วิสต้า บิสซิเนส (Vista Business)
ได้ลุกขึ้นสู้ต่อต้านกับกระแสดังกล่าว ด้วยการสร้างเกมน้ำดีออกมามากมาย
ซึ่งทุกเกมล้วนถูกสร้างขึ้นไม่ใช่เพียงแค่มอบความสนุกสนานแต่เพียงอย่างเดียว
แต่มันยังมอบความรู้รวมถึงเพิ่มพูนทักษะต่างๆให้กับเหล่าเด็กๆอีกด้วย
และเกมเถ้าแก่น้อยก็เป็นหนึ่งในเกมน้ำดีที่ค่ายนี้ผลิตออกมา

เกมเถ้าแก่น้อยเป็นเกมแนวฝึกสอนการคำนวณสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบไปจนถึงเด็ก 12 ปี
โดยมีตอนร้านค้ามหาสนุกซึ่งถูกวางขายเมื่อปี 2004 เป็นภาคแรก




ต่อมาทางค่ายเกม วิสต้า บิสซิเนสได้มีการขยายแนวเกมเพิ่มเติมไปเป็นเกมสอนภาษาอังกฤษกับเกมให้ความรู้ทั่วไป
จนมีจำนวนตอนทั้งสิ้น 90 ตอน ทำให้เกมเถ้าแก่น้อยได้กลายมาเป็นเกมแฟรนไชส์เดียวของค่ายเกมนี้
ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจนถูกอ้างในฐานะเครื่องมือการตลาดในเกมอื่นๆของค่ายเดียวกันว่า
"สุดยอดเกมโดยทีมงาน เกมเถ้าแก่น้อย"





จุดเด่นที่ทำให้เกมเถ้าแก่น้อยประสบความสำเร็จและเป็นที่จดจำของเหล่าเด็กๆยุคเก่า นั่นก็คือ
การที่เกมเถ้าแก่น้อยเป็นเกมแรกที่เป็นภาษาไทยและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้สวมบทบาท
เป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งต่อมาทางค่ายได้มีการขยายไปยังอาชีพยอดนิยมในเด็กๆอีกด้วย
เช่น สถาปนิก,หมอ,และตำรวจ เป็นต้น เนื่องจากเกมนี้ได้ตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าเด็กๆ
ที่ใฝ่ฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นนู่นเป็นนี่มากมาย ส่งผลให้เด็กอินกับเกมเถ้าแก่น้อยได้โดยง่าย
แต่อย่างไรก็ตาม แค่มันเป็นเกมแรกที่เป็นภาษาไทยและเปิดโอกาสให้เหล่าเด็กๆได้สวมบทบาท
นั้นไม่เพียงพอที่ทำให้เกมนี้กลายเป็นตำนาน ระบบการเล่นต่างหากที่เป็นพระเอกตัวจริง


ทางค่ายเกมสามารถจำลองการประกอบอาชีพต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพจ้าของธุรกิจที่มีความซับซ้อน
แต่กับให้เด็กทำความเข้าใจได้ง่าย สนุกสนานท้าทาย
และในขณะเดียวกันก็ผสมผสานกับการฝึกฝนทักษะการคิดคำนวณได้อย่างลงตัว
ดังนั้นเพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพและเข้าใจมากขึ้น ผมจะขอเล่าระบบการเล่นของเกมเถ้าแก่น้อยภาคแรกสุด
อันเป็นรากฐานสำคัญของระบบการเล่นของเกมเถ้าแก่น้อยทุกภาค




ในเกมภาคแรกสุดผู้เล่นจะได้รับบทเป็นเจ้าของร้านค้า
โดยผู้เล่นมีหน้าที่เพียงแค่เลือกสิ่งของที่ถูกจัดวางอยู่ตามชั้นวางหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน
มาวางลงบนตะกร้าให้ถูกต้องตามคำสั่งของลูกค้าเท่านั้น หลังจากนั้นผู้เล่นจะต้องคิดเงินให้ถูกต้อง
ซึ่งถ้าคิดผิดก็จะถูกหักเงินอีกด้วย แต่ถ้าคิดถูกก็จะได้รับเงิน
โดยเป้าหมายสูงสุดของเกมนี้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือผู้เล่นจะต้องหาเงินมาสะสมในธนาคารให้มากที่สุด
ซึ่งจุดนี้เองที่ทางค่ายเกมได้สอดแทรกบทเรียนชีวิตให้กับเหล่าเด็กๆอีกด้วย
โดยในเกมมีระดับความยาก 3 ระดับ ยิ่งเล่นระดับที่สูงขึ้นเท่าใดผู้เล่นก็จะได้รับเงินมากขึ้นเท่านั้น
และในขณะเดียวกันก็จะถูกหักเงินมากขึ้นเท่านั้นหากคิดเลขผิด
ดังนั้นถ้าเด็กๆอยากได้เงินเป็นจำนวนมากๆจะต้องฝึกฝนทักษะคิดเลขให้เก่งขึ้นเท่านั้น
นั่นก็เพราะไม่มีใครได้เงินจำนวนมากมายมหาศาลมาได้ง่ายๆ
อีกทั้งยังจะต้องฝึกฝนตัวเองให้เก่งคู่ควรกับเงินจำนวนมหาศาลอีกด้วย


ด้วยเอกลักษณ์ความสนุกสนานที่ผู้เล่นได้สวมบาทเป็นเจ้าของร้านค้าจริงๆ
และการใช้ระบบเงินแทนระบบคะแนนทั่วๆไป ทำให้เกมเถ้าแก่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคแรก
ได้กลายมาเป็นที่จดจำของเหล่าเด็กยุคเก่าๆมาจนถึงทุกวันนี้
ถึงกระนั้นมันก็ยังดีไม่พอที่จะทำให้เกมนี้กลายเป็นเกมที่ประสบความสำเร็จได้
หลังจากนั้นอีก 1 ปีให้หลัง ทางค่ายเกมได้ออกภาคต่อของเกมเถ้าแก่น้อยออกมาถึง 4 ตอน
ได้แก่ตอน ซูซิบอย, พิซซ่าฮาเฮ, ไอศกรีมแสนอร่อย, และ เจ้าของร้านเบเกอรี่
โดยเกมทั้ง 4 ตอนนี้ไม่ใช่แค่เพียงภาคต่อธรรมดาที่แค่เปลี่ยนอาชีพ ในขณะที่ระบบการเล่นก็ยังคงเดิม
แต่ภาคนี้มันได้ยกระดับรูปแบบการเล่นเกมให้ดีและสนุกสนานลงตัวยิ่งขึ้น
จนมันได้กลายมาเป็นแม่แบบให้ภาคหลังได้นำระบบภาคนี้ไปใช้ต่อ





และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ค่ายนี้มีชื่อเสียงอย่างมาก ซึ่งนั่นคือตัวระบบเกมที่ทางค่ายเกมได้พัฒนาขึ้น
จนทำให้มันได้กลายเป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวของค่ายเกมนี้และหาไม่ได้ในเกมอื่นๆในตลาด
นั่นก็คือการที่เกมเถ้าแก่น้อยทั้ง 4 ตอนสามารถเล่นร่วมกันได้
เนื่องจากเกมเถ้าแก่น้อยทั้ง 4 ตอนตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน เมืองที่มีชื่อว่าพีททาวน์
ซึ่งทำให้ผู้เล่นสามารถสลับแผ่นเล่นเวลาอยากเล่นร้านใดร้านหนึ่งเมื่อไหร่ก็ได้
ซึ่งจุดนี้เองมันก็ทำให้เกิดการเล่นแบบชาญฉลาดขึ้น
เด็กๆสามารถเลือกที่จะเล่นร้านที่สามารถเล่นและหาเงินให้ได้ง่ายๆที่สุดเพื่อนำมาใช้กับร้านที่เหลืออีก 3 ร้าน
ด้วยเหตุนี้นี่จึงถือเป็นข้อดีของการที่เกมสามารถเล่นร่วมกันได้ ทำให้เราสามารถนำเงินกลางมาใช้ร่วมกัน
จนส่งผลให้รูปแบบการเล่นเกมมีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าภาคแรกที่เราเป็นเจ้าของร้านเพียงร้านเดียวเท่านั้น
ซึ่งจุดนี้เองก็ได้กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของเกมเถ้าแก่น้อยที่เหล่าเด็กยุคเก่าจดจำได้เป็นอย่างดี
แต่ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่เกมเถ้าแก่น้อยในภาคหลังๆได้ตัดระบบนี้ทิ้งออกไป


ส่วนระบบการใช้เงินแทนคะแนน ทางค่ายเกมได้มีการพัฒนาต่อยอดจากภาคแรก
ให้มีความสนุกสนานท้าทายมากขึ้น โดยทางค่ายเกมเล็งเห็นว่า
ในภาคแรกที่ผู้เล่นสามารถปรับระดับความยากในการเล่นได้อย่างอิสระในตอนแรกๆ
เพื่อสามารถหาเงินจำนวนมากให้ได้ในทันที
และการที่ให้ผู้เล่นแค่สะสมเงินในธนาคารให้มากที่สุดโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
มันอาจทำให้เด็กเบื่อได้ง่ายเนื่องจากเล่นแค่แปบเดียวก็ตันแล้ว
ส่งผลให้ในภาคต่อมา ทางค่ายได้มีการปรับปรุงระบบให้มีความลุ่มลึกและท้าทายยิ่งขึ้น
โดยระบบจะบังคับให้ผู้เล่นเริ่มต้นเล่นจากร้านเล็กๆก่อน ผู้เล่นจะต้องเล่นไปเรื่อยๆ
จนสามารถสะสมเงินไปซื้อร้านที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งร้านใหญ่ขึ้นเท่าใดระดับความยากก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
เช่นเดียวกับรายได้ เมื่อเทียบกับภาคแรกที่สามารถเลือกปรับระดับความยากได้อย่างอิสระ
ส่วนเงินในธนาคารนอกจากสามารถใช้อัพเกรดร้านได้แล้ว มันยังสามารถใช้ซื้อทรัพย์สินอื่นๆเช่นบ้านกับรถยนต์
ซึ่งมันก็ได้เติมเต็มความใฝ่ฝันของเด็กๆที่อยากมีบ้านกับรถยนต์ได้อีกด้วย ส่งผลให้เกิดแรงผลักดันทำให้เด็กๆอยากเล่นเกมนี้นานยิ่งขึ้น


ด้วยการปรับปรุงระบบการเล่นให้มีความลุ่มลึกสนุกสนานมากขึ้น และมีเอกลักษณ์
จนทำให้เป็นที่จดจำของเหล่าเด็กๆยุคเก่า และการเลือก 4 อาชีพที่ใกล้ตัวเด็กที่สุด มาทำเป็นเกม
ส่งผลให้เกมเถ้าแก่น้อยทั้ง 4 ตอนได้ถูกยกย่องจากเหล่าแฟนๆว่าเป็นภาคที่ดีสุดของแฟรนไชส์
ส่งผลให้เกมเถ้าแก่น้อยทั้ง 4 ตอนนี้ได้ถูกนำไปพอร์ทลงในเกมมือถือในปี 2013




ถึงแม้ทางค่ายเกม วิสต้า บิสซิเนส จะสามารถพัฒนาระบบเกมให้มีความสนุกสนาน
รวมถึงการทำการตลาดโดยการขายแผ่นเกมในร้านหนังสือชื่อดังอย่าง ซีเอ็ด (SED-ED) และ B2S
ซึ่งเป็นสถานที่เด็กๆมักถูกพ่อแม่พาไปเลือกซื้อหนังสือเรียนหรืออุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ
ทำให้เกมเถ้าแก่น้อยมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของเหล่าเด็กๆในระดับหนึ่งจากการบอกต่อๆในกลุ่มเพื่อน
หรือจากการเล่นที่บ้านเพื่อน ถึงกระนั้นทางเกมเถ้าแก่น้อยยังมีอุปสรรคที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง
ซึ่งก็คือราคาแผ่นเกมที่แพงกว่าเงินค่าขนมเด็กๆในช่วงสมัยนั้น (ประมาณปี2005-2006)
เกมเถ้าแก่น้อยขายราคาแผ่นละ 199 บาท ด้วยจำนวนเงินเท่านี้เด็กสามารถซื้อหนังสือการ์ตูน จำพวก One piece , Naruto ,และ Bleach เป็นต้น ซึ่งขายราคาเพียงเล่มละ 35 บาทในสมัยนั้นได้ถึง 5 เล่ม (175บาท)เลยทีเดียว
เมื่อเงินไม่พอก็ทำให้เด็กจำต้องรบเร้าให้พ่อแม่ซื้อให้ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ทางค่ายจำต้องฟันฝ่า
และเอาชนะเหล่าผู้ปกครองซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปสรรคชิ้นโตชิ้นสุดท้ายให้จงได้
แต่อย่างที่ทุกท่านทราบว่าภาพลักษณ์ของเกมในสายตาผู้ใหญ่ไทยนั่นไม่ดีเอาเสียเลย
นี่จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่อาจมีเด็กหลายคนต้องอกหัก
แต่ทว่าโชคดีที่เกมเถ้าแก่น้อยเกิดในยุคที่กระแสของคุณ ต๊อบ อิทธิพันธ์ กุลพงษ์วณิชย์
หรือรู้จักในนามเถ้าแก่น้อยได้ดังพลุแตกขึ้นในสังคมไทยในช่วงปี 2006
โดยคุณต๊อบโด่งดังมาจากการที่เขาเป็นเจ้าของบริษัทและแบรนด์สาหร่ายญี่ปุ่นทอด "เถ้าแก่น้อย"
ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้คุณต๊อบได้กลายมาเป็นเถ้าแก่ในขณะที่อายุเพียงแค่ 21 ปีเท่านั้น
และเขาได้กลายมาเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันในฐานะอายุน้อยร้อยล้านคนแรกของไทย
ด้วยภาพลักษณ์จากเด็กติดเกมสู่เจ้าของธุรกิจมูลค่าร้อยล้าน ส่งผลให้พ่อแม่ผู้ปกครองบางส่วนเริ่มเปิดใจให้เกมมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมเถ้าแก่น้อยที่นอกจากใช้ชื่อเกมเดียวกันแล้ว
มันยังเป็นเกมแนวสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจและเป็นเกมสอนคิดเลขอีกด้วย
ทำให้พ่อแม่ของเด็กบางคนที่อยากให้ลูกเป็นเหมือนคุณต๊อบจึงซื้อเกมนี้มาให้ลูกเล่น
ส่งผลให้เกมเถ้าแก่น้อยโด่งดังขายดีและประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงปี 2006
ทำให้ในปีนั้นทางค่ายออกเกมเถ้าแก่น้อยมาถึง 13 ตอนในทีเดียว
และเป็นปีที่ทางค่ายออกจำนวนภาคมากที่สุดอีกด้วย





แต่ทว่าความสำเร็จนี้กลับไม่ยั่งยืนเอาเสียเลย
เพราะในอีก10 ปีต่อมาเกมเถ้าแก่น้อยได้ถูกปิดตัวลงอย่างน่าใจหาย และถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา
อะไรกันล่ะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆกลับมีจุดจบลงเช่นนี้


เกมเถ้าแก่น้อยประสบความสำเร็จในช่วงปี 2004-2010
แต่ทว่าพอมาถึงยุคบูมของสมาร์ทโฟนนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปี 2013
ถือได้ว่าเป็นปีที่สมาร์ทโฟนบูมถึงขีดสุด สามารถขายได้ทะลุ 1 พันล้านเครื่องเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ถึงกระนั้นทางค่ายเกมกลับไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อยุคสมัยได้
เนื่องจากการเข้ามาของสมาร์ทโฟน มันได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กยุคใหม่จากหน้ามือเป็นหลังมือ
เมื่อรวมกับปัญหาจากภายในที่สะสมมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทำให้สุดท้ายใน 3 ปีให้หลัง
ทางค่ายเกม วิสต้า บิสซิเนส ก็ต้องยุติบทบาทลง





การบูมของสมาร์ทโฟนนั้นได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคขนานใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เด็กๆ
เนื่องมาจากการเข้าถึงอุปกรณ์ที่มีความสามารถเหมือนคอมพิวเตอร์พกพา และสามารถเชื่อมต่อโลกอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย
ทำให้การเล่นเกมของเด็กยุคใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในเครื่องเล่นเกมคอนโซลหรือคอมพิวเตอร์อีกต่อไปแล้ว
เนื่องจากสมาร์ทโฟนถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในสายตาของบรรดาผู้ใหญ่
โดยสมาร์ทโฟนสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับเด็กๆได้และใช้ประกอบการศึกษาผ่านแอพลิเคชั่นต่างๆได้
ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่ผู้ปกครองจะยอมควักเงินซื้อให้
หากเมื่อเทียบกับเครื่องเกมพกพาที่มีราคาพอๆกับสมาร์ทโฟนในรุ่นราคากลางๆประมาณ 7,000-8,000 บาท


ยิ่งไปกว่านั้นตลาดเกมมือถือเองก็บูมอยู่ก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว โดยนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา
หลังจากเกม Angry Bird ได้ถูกปล่อยให้เล่นในระบบ iOS
มันก็ได้สร้างปรากฏการณ์เกมบนสมาร์ทโฟนขึ้นเนื่องจากระบบการเล่นที่มีความแปลกใหม่
มีความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบการเล่น และในขณะเดียวกันเกมก็สามารถเล่นได้โดยง่าย
แม้แต่เด็กๆก็สามารถเข้าใจและเล่นได้ และในขณะเดียวกันเกมก็มีความมีความท้าท้ายที่ยากจะเล่นให้เทพได้ภายในครั้งเดียว
ซึ่งตัวระบบการเล่นของเกมนี้จะให้ผู้เล่นควบคุมนกโดยใช้หนังสติ๊กยิงพวกมันให้ลอยไปตกกระแทกทำลายสิ่งกีดขวางต่างๆ
เพื่อให้สิ่งของเหล่านั้นได้พังทลายลงมากำจัดหมูทุกตัวที่อยู่ในด่านเมื่อกำจัดหมูได้หมดทุกตัวก็ถือว่าเป็นอันจบด่าน
ซึ่งความสนุกของเกมนี้อยู่ที่พลังความสามารถที่แตกต่างของนกในแต่ละตัว
ที่มีความเหมาะสมในการทำลายสิ่งกีดขวางที่แตกต่างในแต่ละสถานการณ์
เช่นนกสีฟ้ามีความสามารถในการแยกร่าง 3 ร่าง ทำให้มันเหมาะกับการเจาะทำลายป้อมปราการที่ทำมาจากแก้วได้เป็นอย่างดี
และในขณะเดียวกันก็มีความท้าทายตรงที่เราจะต้องใช้นกให้น้อยที่สุดเพื่อกำจัดหมูทุกตัว
ยิ่งใช้น้อยเท่าไหร่ยิ่งได้คะแนนสูงมากเท่านั้น  ส่งผลให้เกมนี้เป็นที่นิยมและเป็นที่น่าหลงใหลเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เด็กๆรุ่นใหม่จำนวนมากเนื่องจากคาแรคเตอร์ความน่ารักและความเท่ของเหล่านกขี้โมโหพวกนี้
จนทำให้พวกมันได้ถูกนำมาพัฒนาต่อยอดออกมาเป็นสินค้าต่างๆจำนวนมากมาย
และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น ฉายทางโทรทัศน์ถึง 6 ซีรี่ย์และฉายโรงหนัง จำนวน 2 ภาค
นับได้ว่าเกมนี้ได้เป็นผู้เปิดประตูโลกของเกมในสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง
พราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาได้มีเกมมือถือที่มีระบบการเล่นที่มีความแปลกใหม่ที่สนุกสนานและเข้าใจง่าย
แถมยังมีความท้าท้ายอีกด้วย ซึ่งเกมเหล่านั้นได้เข้ามาบุกตลาดเป็นจำนวนมาก
ตัวอย่างเช่น Minecraft ,Candy crush ,Temple run , Subway Surfers , Cookie run, เกมเศรษฐี เป็นต้น






ในขณะที่ตลาดเกมมือถือกำลังบูมถึงขีดสุดในช่วงปี 2013 ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยกลับทำตัวสวนกระแสตลาด
โดยทางค่ายเกมทำเกมเถ้าแก่น้อยลงในคอมพิวเตอร์ถึง 10 ตอน
ในขณะที่ลงในมือถือเพียงแค่ 4 ตอนเท่านั้น แถมมันก็ยังเป็นแค่เพียงการนำเอาของเก่ามาขายใหม่
ยิ่งไปกว่านั้นทางค่ายเกมก็ยังมั่นใจในการตลาดแบบเก่าๆอยู่ การตลาดที่เน้นขายเกมในช่องทางออฟไลน์
อย่างร้านหนังสือชื่อดัง และ 7 Eleven ถึงแม้จะมีช่องทางการขายเกมบนร้านค้าออนไลน์
ที่กำลังมาแรง ณ ขณะนั้นอย่าง Steam ทางค่ายก็ไม่สนใจที่จะขยายไปยังช่องทางใหม่เลย





ถึงแม้ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยจะมีการตลาดที่ดูโบราณ แต่ทางค่ายเกมก็ยังมีช่องทางบนโลกออนไลน์ด้วย
อย่าง Facebook กับ YouTube ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคและทำ Content ต่างๆมาให้ดู
ถึงกระนั้นทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยกลับใช้งานไม่เป็นและไม่ใส่ใจหรือสนใจมันเท่าที่ควร



โดยในช่องทาง Facebook ทางค่ายเกมใช้มันทำหน้าที่เป็นสถานที่แจ้งข้อมูลข่าวสารต่างๆกับโปรโมชั่นเป็นหลัก
ส่วน Content ที่สร้างกระแสความน่าสนใจให้กับตัวเกม เช่นทำไมเกมนี้ถึงน่าเล่น เป็นต้น ทางค่ายก็ไม่เคยทำเลย
ถึงกระนั้นทางค่ายก็ยังมีการสร้าง Engagement content ที่ไม่เน้นขายของอยู่บ้างอย่างเช่น
โพสต์โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับตัวเลข และโพสต์คำถามว่าคุณประทับใจเกมเถ้าแก่น้อยภาคไหนที่สุด เป็นต้น
ถึงแม้ว่าช่องทางนี้จะมีคนใช้จำนวนมากสักแค่ไหนและต่อให้ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยจะสร้าง Engagement content ที่ดีสักเพียงใด
มันก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี เนื่องจากทางค่ายเกมกลับไม่ได้ทำการตลาดเชิงรุกอย่างการยิง Ads
เพื่อสร้างการรับรู้หรือความสนใจเป็นวงกว้างเลยแม้แต่น้อย
โดยทางค่ายเกมเน้นรอให้แฟนเพจมากดไลค์หรือตอบคำถามเพียงเท่านั้น
สำหรับยุคที่เต็มไปด้วยข่าวสารและข้อมูลมากมายเช่นนี้ถือว่าทางค่ายเกมเหมือนกำลังเดินหลงทาง

ส่วน YouTube ทางค่ายก็ลงแค่วิดีโอ Intro เปิดตัวเกมเท่านั้น
ไม่ได้มีการโชว์ระบบการเล่นเกมที่น่าสนใจ หรือบอกเล่าStory เบื้องหลังการสร้างเกม
ทำให้ช่อง YouTube ไม่ได้มี Content ที่น่าสนใจใดๆเลย






จากการกระทำของค่ายเกมเถ้าแก่น้อยทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นถึง การทำการตลาดที่ไม่เน้นเชิงรุกเลย
แต่ทางค่ายจะเน้นการในเชิงรับ แบบค่อยๆเจริญเติบโตทีละช้าๆ เน้นบอกเล่ากันปากต่อปากในหมู่เด็กๆมากกว่า
แต่ทว่าเด็กรุ่นใหม่มีพฤติกรรมที่แตกต่างจากเด็กรุ่นเก่าตรงที่พวกเขามีสมาธิ
หรือความสนใจจดจ่ออยู่เกมใดหนึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นกว่าหรือไม่สนใจเกมที่พวกเขาไม่รู้จักเลย
เนื่องมาจากปริมาณที่มากมหาศาลของเกมที่ออกใหม่ในแต่ละวัน
ทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะให้พวกเขาโฟกัสที่เกมใดเกมหนึ่งเป็นระยะเวลายาวนาน
เมื่อพวกเขาเบื่อก็จะเลิกเล่นเกมเก่าแล้วก็หันไปเล่นเกมใหม่ในทันที
หากเมื่อเทียบกับเด็กรุ่นเก่าที่การเข้าถึงเกมยังคงถูกจำกัดไว้อยู่ ทำให้พวกเขาจำต้องเล่นเกมที่พวกเขามีอยู่เท่านั้น
ส่งผลให้การตลาดตกยุคแบบนี้มันไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว จึงทำให้มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับแบรนด์เกมเถ้าแก่น้อย
ถ้าทางค่ายสนใจการทำการตลาดเชิงในรุกให้มากกว่านี้ อย่างเช่น ยิงโฆษณาทาง Facebook,
การให้เหล่า Influencer ชื่อดังมาสร้าง Content ให้อย่างเช่นวิดีโอรีวิวหรือการแคสเกมเถ้าแก่น้อยเล่นบน YouTube
และการต่อยอดแบรนด์เกมเถ้าแก่น้อยให้มันเป็นมากกว่าแค่เกม อย่างเช่นการออกสินค้า Merchandise ,
การร่วมมือกับแบรนด์ขนมชื่อดังหรือแม้แต่การร่วมมือกับแบรนด์สาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อยก็ตาม
และการนำเกมเถ้าแก่น้อยไปสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนฉายบนทีวี เป็นต้น
มันก็อาจทำให้เกมนี้โด่งดังและเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจหมู่เด็กๆรุ่นใหม่ในวงกว้างก็ได้


ผลจากการที่ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยทำเกมสวนกระแสตลาดรวมถึงการทำการตลาดแบบตกยุคนี้
ทำให้เกมเถ้าแก่น้อยในปี 2013 ไม่ประสบความสำเร็จตามที่บริษัทลงทุนและคาดหวังไว้
ทำให้อีก 1 ปีต่อมาบริษัทได้ออกเกมเถ้าแก่น้อยภาคสุดท้ายอย่าง ตอน Animal Resort
โดยภาคนี้ถือได้ว่าเป็นภาคหลักสุดท้ายอย่างแท้จริงของเกมแฟรนไชส์นี้




หลังจากนั้นเป็นต้นมาทางบริษัทก็ไม่กล้าลงทุนสร้างเกมเถ้าแก่น้อยอีกเลย
ถึงกระนั้นทางค่ายเกมก็ยังคงสร้างเกมอยู่ โดยมันเป็นเพียงแค่เกมสอนเด็กดาดๆทั่วไป
ที่แปะชื่อเถ้าแก่น้อยเพียงไม่กี่เกม ถึงแม้เกมเหล่านี้จะลงในสมาร์ทโฟน
แต่ก็ไม่อาจสู้คู่แข่งที่มีความเข้มแข็งและมีความน่าสนใจมากกว่าได้
จนสุดท้ายทำให้ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยจำต้องเลิกผลิตเกม
แล้วหันไปทำโปรโมชั่นขายเกมเก่าๆบน Facebookไปวันๆ





จากปัญหาคู่แข่งที่มีความเข้มแข็งและจำนวนมากมาย จนไปถึงการทำตลาดที่ตกยุคของค่ายเกมเถ้าแก่น้อยนี้
มันได้แสดงให้เห็นถึงปัญหาภายในซึ่งเป็นจุดอ่อนอันใหญ่หลวงของค่ายที่สะสมมานาน
อย่างเรื่องการบริหารและตัวเกมเถ้าแก่น้อย ในเรื่องการบริหารและจัดการของค่ายเกมเถ้าแก่น้อย
ถือได้ว่าทางค่ายเกมนี้มีการบริหารที่ไม่ค่อยดีนักตั้งแต่แรกแล้ว
โดยทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยมีทิศทางการบริหารที่เน้นการสร้างเกมที่มีความหลากหลากแนว
เพื่อเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กให้ครบทุกกลุ่มตามความชอบของเด็กในแต่ละแนวเกม
ซึ่งเกมเถ้าแก่น้อยก็เป็นหนึ่งในเกมที่ค่ายนี้สร้างออกมา
โดยเกมนี้จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเด็กที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ
ซึ่งปริมาณเกมที่ทางค่ายเกมนี้สร้างออกมามีมากมาย
ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงจำนวนตอนของเกมเถ้าแก่น้อยที่ออกมาแล้วประมาณ 13 ตอนในช่วงยุคทองอีกด้วย
ส่งผลให้ในหนึ่งปีทางค่ายเกมผลิตเกมออกมาไม่ต่ำกว่า 10-15 เกม
ซึ่งสำหรับค่ายเกมเล็กๆแล้ว นี่ถือได้ว่าเป็นปริมาณที่มหาศาล
เพราะปกติมีเพียงค่ายเกมยักษ์ใหญ่อย่าง SQURE-ENIX, Ubisoft หรือ EA ที่จะทำได้
จึงทำให้ทางค่ายเกมนี้ที่ปกติเป็นค่ายเล็กๆอยู่แล้ว ไม่มีเงินทุนมากพอที่จะนำมาใช้ในส่วนทำการตลาดมากนัก
ถึงกระนั้นในโลกก่อนที่สมาร์ทโฟนจะบูม พลังของการตลาดเชิงรุกสำหรับตลาดเกมในประเทศไทยก็ยังคงไม่มีความจำเป็นมากนัก
เพราะการเข้าถึงเกมก็ยังคงถูกจำกัดไว้อยู่ ทำให้เกมเถ้าแก่น้อยที่ได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสจาก คุณ ต๊อบ
เจ้าของแบรนด์สาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อยก็ยังคงสามารถขายเกมได้อยู่ แต่ทว่าพอมาถึงยุคสมาร์ทโฟนบูม
การบริหารแบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เห็นได้จากการที่ในปี 2013
ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยก็ยังคงเน้นสร้างเกมลงบนคอมถึง 10 ตอน
ในขณะที่สร้างลงบนมือถือเพียง 4 ตอนเท่านั้น
ทำให้ในปีนั้นทางค่ายออกเกมเถ้าแก่น้อยมาถึง14 ตอนในทีเดียว
ด้วยการที่ทางค่ายเกมก็ยังคงเน้นการสร้างเกมที่ปริมาณ โดยไม่โฟกัสไปที่คุณภาพสักเท่าไหร่
และไม่สนใจในการทำการตลาดในเชิงรุกอีกด้วย
เพื่อต่อกรกับคู่แข่งที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆและมีทรัพยากรที่เหนือกว่า
ผลที่ได้ก็คือทางค่ายเกมก็ต้องขาดทุนไปในที่สุด
ทำให้อีก 1 ปีต่อมาทางค่ายเกมผลิตเกมเถ้าแก่น้อยภาคสุดท้ายออกมา
ก่อนที่จะหันไปสร้างเกมสอนเด็กดาดๆทั่วไปในมือถือ
และก็ทำโปรโมชั่นขายเกมเก่าๆไปวันๆ เพราะไม่มีเงินทุนมากพอที่จะผลิตเกมดีๆออกมาอีกแล้ว
ซึ่งนี่ก็คือผลจากการบริหารที่ไร้ทิศทางและไม่ยอมปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย



สืบเนื่องมาจากการที่ทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยบริหารไม่ดี
โดยทางค่ายเน้นสร้างเกมที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ เพราะทางค่ายต้องการขายเกมให้กับกลุ่มเด็ก
ดังนั้นทำให้ทางค่ายจำต้องสร้างเกมที่มีระบบและรูปแบบการเล่นที่เด็กๆสามารถเข้าใจและเล่นได้ง่าย
และสิ่งสำคัญที่สุดต้นทุนในการสร้างเกมจะต้องถูกที่สุดเพื่อให้เด็กสามารถจับต้องซื้อได้
ทำให้ค่ายเกมนี้สร้างทุกเกมโดยอินพื้นฐานมาจากโปรแกรม Flash
ซึ่งมีขั้นตอนในการสร้างเกมที่ยุ่งยากน้อยกว่าและต้นทุนถูกกว่าการใช้  Game Engine อื่นๆ
ส่งผลให้ทางค่ายเกมนี้สามารถใช้เวลาในการสร้างเกมน้อย และสร้างออกมาได้ปริมาณมากแถมประหยัดต้นทุนอีกด้วย
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่ายนี้สามารถสร้างเกมออกมาได้หลากหลายแนวเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเด็กทุกกลุ่มเป้าหมาย
อย่างไรก็ตามถึงแม้เกมเถ้าแก่น้อยจะมีจำนวนตอนออกมามากมายแต่ทว่าระบบพื้นฐานของเกม
ไม่จะเป็นกราฟิก และ รูปแบบการเล่น ทางค่ายกลับไม่ได้มีการพัฒนาให้มันดียิ่งขึ้นจนก้าวกระโดดเหมือน 4 ตอนที่ดีสุดอีกเลย
โดยทุกภาคที่ตามหลังจาก 4 ตอนนั้น ทางค่ายเกมก็แค่เปลี่ยนรูปแบบการเล่นให้สอดคล้องในแต่ละอาชีพเท่านั้น
ส่วนเป้าหมายหลักของเกมกับระบบอัพเกรดและซื้อทรัพย์สินด้วยเงินก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้มีการพัฒนาต่อยอดแต่อย่างใด


ยิ่งไปกว่านั้นทางค่ายเกมไม่เคยพัฒนาตอนเก่าๆที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นโดยการปล่อยภาคต่อออกมา
แต่ในทางกลับกันทางค่ายเกมเถ้าแก่น้อยกลับสร้างเกมใหม่ที่เปลี่ยนธีมไปเรื่อยๆ
หรือทำเกม Spin off  ที่หลุดจาก concept ความเป็นเกมสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจแทน
อย่างเช่น ตอนแข่งรถ, ตอนอโยธยา, ตอน Magic Kingdom
ส่งผลให้เกมเถ้าแก่น้อยไม่สามารถสู้เกมแนวเดียวกันจากค่ายเกมต่างชาติได้เลย
อย่างเช่นเกมค่าย Kairosoft ที่มีแนวทางการสร้างเกมที่เหมือนเกมเถ้าแก่น้อย




โดยค่ายเกมนี้เน้นสร้างเกมแนวสวมบทบาทเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีระบบการเล่นที่มีความเรียบง่าย
และไม่เน้นกราฟิกเหมือนทางค่ายเกมที่ผลิตเกมเถ้าแก่น้อย
แต่สิ่งที่ค่ายเกม Kairosoft ทำได้เหนือกว่าค่ายเกมเถ้าแก่น้อยก็คือในเรื่องของความลุ่มลึกในแต่ละเกม
ซึ่งทางค่ายนี้ทำออกมาไว้ดีมาก โดยรูปแบบการเล่นของเกมค่าย Kairosoft มันจะไม่ตายตัวและเล่นง่ายเกินไป
เหมือนเกมเถ้าแก่น้อยที่แค่ขายของสะสมเงินไปเรื่อยๆก็สามารถอัพเกรดร้านได้และได้เงินมหาศาลแล้ว
โดยที่ผู้เล่นไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนที่ตายตัวอย่างการจ้างพนักงานหรือการฝึกฝนพนักงานให้เก่งขึ้น
ต้นทุนแปรผันในการสร้างสิ่งของต่างๆ ต้นทุนในการทำการตลาดอย่างการโฆษณา ไปจนถึงการลงทุนวิจัยพัฒนาสิ่งใหม่ๆ
เพื่อให้ร้านมีรายได้มากขึ้นจากสินค้าใหม่ๆ นี่ยังไม่รวมระบบอื่นๆที่สามารถสร้างสีสันและความสนุก ท้าทายให้กับเกมได้อีก
อย่างระบบการได้รับรางวัลประจำปีของบริษัทจึงส่งผลให้บริษัทได้รับเงินรางวัลและชื่อเสียงมากขึ้นซึ่งทำให้สามารถขายของได้ดียิ่งขึ้น
และระบบการจ้างตัวละครลับ ซึ่งตัวละครลับพวกนี้มี Skill ที่สูงกว่าตัวละครทั่วไปๆในเกม
ทำให้เวลาผู้เล่นได้ตัวละครเหล่านี้มาแล้ว ก็จะทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมได้ง่ายขึ้น
แต่ทว่าการได้ตัวละครเหล่านี้กลับมีเงื่อนไขในการปลดล็อคที่มีความท้าทาย
อย่างเช่นผู้เล่นจำเป็นต้องได้รับรางวัลบริษัทยอดเยี่ยมเสียก่อนถึงจะปลดล็อคให้จ้างทำงานได้
นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ถึงแม้เกมเถ้าน้อยจะมีระบบการเล่นที่เคยเจ๋งและโดนใจเด็กในช่วงเวลาหนึ่ง
แต่ทว่าพอมาเจอคู่แข่งที่มีมากมายและมีระบบการเล่นที่เจ๋งกว่า ทำให้ไม่สามารถสู้ได้
จนสุดท้ายทำให้เกมเถ้าแก่น้อยต้องเจ๊งไม่เป็นท่าจนถูกเด็กยุคใหม่ที่ได้สัมผัสเกมที่เจ๋งกว่าลืมเลือนไปในที่สุด


แล้วคุณเล่นเกมเถ้าแก่น้อยไหม มาเล่าให้ฟังกันได้นะครับ




คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 3FAME +15 ย่อ เหตุผล
AGZA13th + 5
hunterfirst + 5
slost + 5 เกมในตำนานนนน

ดูบันทึกคะแนน

 
 มีนามว่าRin_Thida 
 สมาชิกคนที่115 
 เพศ 
 ระดับการอ่าน90 
กระทู้ 
 ค่าประสบการณ์ 
 ทอง 
 ชื่อเสียง 
 ออนไลน์ 

คุณยังไม่ได้ใช้เหรียญ
กรุณาคลิกที่นี่เพื่อใช้เหรียญ

     
โพสต์เมื่อ 2021-6-16 18:33:29 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Rin_Thida เมื่อ 2021-6-16 18:37

เกมมันทำมาขายไม่ออกตั้งแต่แรกแล้ว
  • เกมเถ้าแก่น้อยทำมาขายเด็ก แต่ลืมไปว่าคนจ่ายเงินคือพ่อแม่ ถ้าจะทำเกมที่สร้างเงินได้เยอะต้องเน้นขายผู้ใหญ่ จะมาใช้กลยุทธ์การตลาดให้เด็กงอแงจนพ่อแม่ซื้อเกมเหรอ ถ้าพ่อแม่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเกมอยู่แล้วคงไม่ยอมซื้อให้ลูกหรอก
  • ตัวเกมไม่น่าดึงดูดสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ ความสมจริงน้อย กราฟฟิกไม่ได้โดดเด่น จากเด็กที่เคยชอบเกมเถ้าแก่น้อยพอเด็กเหล่านั้นโตขึ้นจึงกลายเป็นเบื่อ ตรงนี้ต้องแก้ด้วยการทำให้ผู้ใหญ่อยากเล่นเกมด้วย เช่น เกมเด็กบางเกมทำกราฟฟิกออกมาสวยเวอร์ พอผู้ใหญ่มาเห็นเกมแล้วสะดุดตาจึงอยากซื้อมาเล่น ยิ่งเกมใส่คำพูดให้ดูน่ารักไร้เดียงสายิ่งทำให้ผู้ใหญ่อยากเล่นเพราะจะได้กลับไปมีความรู้สึกเหมือนเด็ก แต่เกมเถ้าแก่น้อยมันเลียนแบบความเป็นผู้ใหญ่ด้วยการจำลองโน้นนี่ (ดันไม่สมจริงอีก)
  • เกมเถ้าแก่น้อยส่วนใหญ่ให้ผู้เล่นคำนวณเลขบ่อยเกินไปจนน่ารำคาญ ผู้พัฒนาคงไม่ลบจุดนี้หรอกเพราะอ้างว่าเป็นเกมสำหรับเด็กให้ฝึกทักษะคณิตศาสตร์
  • หลายเกมมีความคล้ายกันมากเกินไป ทำมาเหมือนเน้นขาย DLC แม้ว่าจะเป็นเกมคนละชุดแต่ gameplay มีความคล้ายกันเยอะจนไม่รู้สึกตื่นเต้นน่าเล่น ซื้อเกมเถ้าแก่น้อยมาไม่กี่เกมก็เริ่มจับทางได้แล้วว่าเกมอื่นเป็นอย่างไร
  • เกมเถ้าแก่น้อยพัฒนาด้วย Adobe Flash ซึ่งรันช้า framerate ต่ำ พัฒนาเกมให้มีคุณภาพสูงๆยาก อีกทั้งมี bug ของ Flash Player เป็นทุนเดิมด้วย

นอกจากนี้ยังมีเกมคู่แข่งอีกมากมายที่น่าดึงดูดกว่า หันไปเล่นเกมพวกนั้นแทนดีกว่า เกมเถ้าแก่น้อยสู้ไม่ไหวก็แพ้ไป

คะแนน

จำนวนผู้เข้าร่วม 1FAME +5 ย่อ เหตุผล
jojo741963 + 5

ดูบันทึกคะแนน

 
 มีนามว่าCookiez 
 สมาชิกคนที่
 เพศ 
 ระดับการอ่าน90 
กระทู้ 
 ค่าประสบการณ์ 
 ทอง 
 ชื่อเสียง 
 ออนไลน์ 

คุณยังไม่ได้ใช้เหรียญ
กรุณาคลิกที่นี่เพื่อใช้เหรียญ

Rocksaur (L)
หนูจะวิน
     
โพสต์เมื่อ 2021-12-16 20:45:49 | แสดงโพสต์ทั้งหมด
จริงๆถ้าเอาเข้า Steam ตอนนี้เชื่อว่าขายได้บ้างนะ น่าจะมีคนซื้อไปหวนรำลึกความหลังกัน เราจะเป็นหนึ่งในนั้น 555
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับโพสต์นี้ได้ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้